ท่ามกลางผืนป่าสนไพน์สีทองที่ปกคลุมหุบเขาทิมพูอันเงียบสงบ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของสิ่งมีชีวิตรูปร่างแปลกตาแต่สง่างามกำลังดึงดูดสายตาผู้มาเยือนให้หลุดเข้าไปในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างตำนานและธรรมชาติถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ‘ทาคิน’ (Takin) สัตว์ประจำชาติภูฏาน ผู้ครอบครองร่างกึ่งแพะกึ่งวัว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความมหัศจรรย์ทางชีววิทยาแห่งเทือกเขาหิมาลัย หากแต่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณและความเมตตาอันหยั่งรากลึกในวิถีพุทธของดินแดนแห่งนี้
ณ ศูนย์อนุรักษ์สัตว์ทาคินโมทิแทง (Motithang Takin Preserve) ผืนป่าโปร่งบนเนินเขาสูงแห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่กรงขังหรือสวนสัตว์เชิงพาณิชย์ หากแต่เป็นหมุดหมายสะท้อนปรัชญาการอนุรักษ์อันทรงคุณค่า ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระมหากษัตริย์ภูฏาน ที่ทรงปฏิเสธการกักขังชีวิตสัตว์ตามหลักธรรมคำสอน การเดินทางมาเยือนสถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการชมสัตว์ป่าทั่วไป ทว่าเป็นการเดินทอดน่องผ่านหน้าประวัติศาสตร์และตำนานปรัมปราที่ยังมีชีวิต เพื่อสัมผัสลมหายใจแห่งหุบเขาหิมาลัยในมิติที่ลึกซึ้งและบริสุทธิ์ที่สุด
รอยต่อแห่งตำนาน: เมื่อ ‘พระลามะผู้บ้าคลั่ง’ เนรมิตทาคินขึ้นด้วยอภินิหาร
เรื่องราวการกำเนิดของทาคินมีความผูกพันกับหน้าประวัติศาสตร์ความเชื่อของชาวภูฏานอย่างลึกซึ้ง ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 15 พระลามะดรุกปา คุนเลย์ (Drukpa Kunley) ผู้ได้รับการขนานนามว่า ‘พระลามะผู้บ้าคลั่ง’ (The Divine Madman) นักบวชผู้ใช้แนวทางนอกขนบเพื่อเผยแผ่ธรรมะ ได้เดินทางมายังผืนแผ่นดินนี้ ตามตำนานเล่าขาน เมื่อชาวบ้านนับร้อยชีวิตมารวมตัวกันเพื่อขอให้ท่านแสดงปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ พระลามะผู้มีอภินิหารได้ตั้งเงื่อนไขให้ถวายภัตตาหารเป็นโคและแพะทั้งตัว
เมื่อจัดการบริโภคจนหมดสิ้นและเหลือเพียงโครงกระดูก พระลามะได้หยิบเอาหัวแพะขึ้นมาต่อเข้ากับโครงกระดูกโค ก่อนจะดีดนิ้วและส่งเสียงคำรามพร้อมกับบันดาลให้ซากสัตว์นั้นฟื้นคืนชีพและวิ่งทะยานขึ้นสู่ภูเขา กลายเป็น ‘ทาคิน’ สัตว์ป่าตัวใหญ่ที่มีเขาทรงพลัง ใบหน้าละม้ายคล้ายแพะ แต่มีลำตัวและโครงสร้างหนาบึกบึนแบบโค เรื่องเล่าขานนี้ถูกถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นจนทำให้ทาคินกลายเป็นมากกว่าสัตว์ป่าทั่วไป แต่เป็นสัตวลักษณ์ทางจิตวิญญาณที่ย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความลี้ลับแห่งพุทธศาสนามหายานในภูฏาน
จากกรงขังสู่ผืนป่าอิสระ: ปรัชญาการอนุรักษ์ตามวิถีพุทธ
เบื้องหลังการก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์สัตว์ทาคินโมทิแทงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมอันดีงาม เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยมีสถานะเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็กในยุคทศวรรษที่ 1990 ทว่าสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี สิงเย วังชุก พระราชบิดาแห่งกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าการกักขังจำจองสัตว์ป่าไว้ในกรงแคบๆ นั้นขัดต่อหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาและจิตวิญญาณแห่งความเมตตาอันเป็นรากฐานของชาติ
พระองค์จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ปล่อยสัตว์ทุกตัวคืนสู่ธรรมชาติ ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อทาคินซึ่งคุ้นชินกับการพึ่งพามนุษย์และอาหารบริเวณนั้น ไม่ยอมเดินทางเข้าป่าลึก กลับพากันเดินเร่ร่อนกลับเข้ามาหาอาหารใกล้เขตชุมชนและท้องถนนในเมืองทิมพู ทางการภูฏานจึงแก้ไขปัญหาด้วยการจัดสรรพื้นที่ป่าโปร่งธรรมชาติกว่า 8.4 เอเคอร์โอบล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี ณ ย่านโมทิแทง ให้กล the เป็นเขตอนุรักษ์เปิดโล่ง เพื่อให้พวกมันได้ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณท่ามกลางธรรมชาติอันอิสระ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ศึกษาพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดโดยไม่รบกวนความสงบสุขของพวกมัน
สุนทรียภาพแห่งการเดินทาง: สัมผัสชีวิต ‘ยักษ์ใหญ่ใจดี’ ใต้ร่มสนไพน์
การก้าวเข้าสู่เขตศูนย์อนุรักษ์สัตว์ทาคินโมทิแทงให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเที่ยวชมสวนสัตว์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม ไม่มีกรงเหล็กน่าหดหู่ มีเพียงทางเดินดินทอดยาวลัดเลาะไปตามแนวป่าสนไพน์และพุ่มไม้โรโดเดนดรอน อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายเคล้ากลิ่นอายดินและใบไม้ร่วง มอบบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การเดินทอดน่องอย่างมีสติ
เมื่อเดินลึกเข้าไปตามแนวรั้วไม้ นักจะได้พบกับฝูงทาคินที่เดินหากัดใบไม้อ่อนและเปลือกไม้อย่างเชื่องช้า ขนสีน้ำตาลอมทองหนาฟูและเขาโค้งงออันเป็นเอกลักษณ์สะท้อนความแข็งแกร่งตัดกับความอ่อนโยนในแววตา บางครั้งพวกมันอาจเดินเข้ามาใกล้แนวรั้วราวกับคุ้นเคยกับการเยี่ยมเยียนของผู้คน นอกจากทาคินแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังเป็นบ้านพักพิงของสัตว์กีบชนิดอื่น เช่น กวางป่าแซมบาร์ (Sambar deer) และกวางเห่า (Barking deer) ที่ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน
